วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แนะนำร้านกีต้าร์

ราคากีต้าร์เราได้หาเว็บไซต์มาให้เพื่อผู้ที่สนใจได้เลือกซื้อกัน  http://www.guitarlike.com/
สำหรับผู้ที่สนใจจะซื้อกีต้าร์ เราขอแนะนำ ร้านขายกีต้าร์เปิดใหม่ย่านสีลม ติดสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง
guitarlike เป็นร้านที่ได้รวบรวมเอากีต้าร์แบรด์ดัง ๆ หลายยี่ห้อมารวมกันในร้านเดียว เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการ
ซื้อกีต้าร์ได้เปรียบเทียบราคาและคุณภาพต่างๆ ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าจริง ๆ ทางร้านมีขายกีต้าร์โปร่ง,
กีต้าร์ไฟฟ้า, กีต้าร์มือสอง  มีบริการจัดส่งถึงที่ ราคาถูก และรับประกันคุณภาพทุกชิ้น สนใจติดต่อคุณวิก
086-3261127 หรือ 086-3685145  www.guitarlike.com <http://www.guitarlike.com/>

E-mail  musicmodern@hotmail.co.th







แผนที่ร้าน
 Musicmodern.com   
62 Thaniya BTS Wing Bldg., 3rd Silom Road, Suriyawong Bangrak Bangkok 10500
e-mail  musicmodern@hotmail.co.th
เดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS1.ลงสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง  2.ออกประตู 1 จากสถานี  3.มองทางขวามือ ทางเชื่อมขึ้นตึกธนิยะ BTS WING ชั้น 3 เดินเลี้ยวซ้ายติดกับร้านทำผม  
เดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน1.ลงสถานีสีลม  2.ออกประตู 2 (ฝั่งโรงแรมดุสิตธานี)  3.เดินตรงมาทางสถานีรถไฟฟ้าด้านบน BTS
4.ขึ้นบันไดเลื่อนทางขึ้นรถไฟฟ้า BTS (หน้าตึกสีบุญเรือง)5.ขึ้นบันไดเลื่อนแล้วเดินเลี้ยวซ้ายตามทาง จะเจอทางเชื่อมขึ้นตึกธนิยะ
BTS WING ชั้น 3 เดินเลี้ยวซ้ายติดกับร้านทำผม 
เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว จอดรถได้ที่ลานจอดรถอาคารธนิยะ  ชั้น 3 ฝั่ง อาคารธนิยะที่ติดรถไฟฟ้า
รถไฟฟ้า MRT ขึ้นที่สถานีสีลม ออกทางออกที่ 2 เดินมาที่อาคารธนิยะ ประมาณ 100 เมตร เข้าในตึก ชั้น 3
รถโดยสารสาธารณะ สาย 77, 76, 206, 501, 514, 145, 511, 15, ฯลฯ
เปิดทุกวัน 10.00-20.00 น.  โทร.086-3261127  /  086-3685145
E-mail musicmodern@hotmail.co.th

เรามาดูราคา กีต้าร์ 10 อันดับ ที่แพงที่สุดในโลก

The World's Most Valuable Guitars !
10 กีตาร์ที่แพง... ที่สุดในโลก

10. Fender Jag-Stang (Kurt Cobain)
ราคา $ 190,000 (7,600,000 Baht)

Fender Jag-Stang ในปี 1993 เป็นส่วนผสมของรุ่น Jaguar และรุ่น Mustang
และเป็นตัวที่เขาใช้เล่นในช่วงต้นปี 1994

... ต่อมาเขายกกีตาร์ตัวนี้ให้ Michael Stipe แห่งวง " REM "
และ Michael ยังใช้ใน Music Video ของวง ในเพลง " What's the Frequency Kenneth "


9. Homemade Red Special (Brian May)
ราคา $ 500,000 (20,000,000 Baht)
Brian May ออกแบบและผลิตกีตาร์ Red Special ของเขา ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น และมันก็เป็นกีตาร์ตัวหลักของเขาแต่นั้นมา
May และพ่อของเขา เริ่มทำกีตาร์ตัวนี้ในปี 1962 และมันก็เสร็จสมบูรณ์ในเวลาสองปีต่อมา...

" ตอนกีตาร์เสร็จสมบูรณ์ ผมอายุ 17 ปี ผมอยากได้กีตาร์ที่เสียงเพราะและซาวน์อุ่น แต่งานที่ออกมาภายนอกจะต้องดีด้วย...
เราพยายามจะออกแบบกีตาร์ Solidbody ที่มีคุณสมบัติแบบ Hollowbody อยู่ด้วย โดยเฉพาะเสียง feedback ที่พอดี "

Red Special เป็นสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ในแง่การสร้างสรรค์งานด้วยตัวเอง
สปริงตรงคันโยก ก็เอามาจากขาตั้งมอร์เตอร์ไซค์...
Body ไม้โอ๊ค ก็เอามาจากหิ้งเตาผิงอายุ 500 ปี...
คอกีตาร์มีขนาดใหญ่ ทำให้เกิด warm sustain อันเป็นเอกลักษณ์ของ Special
ระบบสวิตซ์ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่ง May ออกแบบให้กับตัวนี้ มี PickUp Single Coil ยี่ห้อ Burns สามตัว
PickUp แต่ละตัวมีสวิตซ์ on/off ของตัวเอง และสวิตซ์ เพิ่ม-ลด ระดับ
ทำให้สร้างโทรเสียงได้มากมายหลายแบบ...

" จะด้วยพรใดในสากลโลกก็ตาม " May กล่าวถึงกีตาร์ของเขา...
" มันจะต้องอยู่ยั่งยืน พอๆกับชีวิตผมนี่แหล่ะ "


8. Number One Strat (Stevie Ray Vaughan)
ราคา $ 600,000 (24,000,000 Baht)
ชื่อ Number One เป็นตัวที่บ่งบอกถึงตัว Stevie มากที่สุด
" Number One " Stratocaster ของ Stevie Ray Vaughan
เป็นกีตาร์ที่ประกอบจาก Vintage Strats มากกว่าหนึ่งตัว ส่วนประกอบหลักของกีตาร์ตัวนี้ คือ
body สี sunburst ปี '63 และ คอปี '63 เช่นกัน แต่คนละตัว
และ Stevie ได้ติด bridge แบบกีตาร์คนถนัดซ้าย เพื่อให้คันโยก ได้อารมณ์แบบ Hendrix


ในวันที่ 9 กรกฎาคม 1990 ก่อนโศกนาฏกรรมการเสียชีวิตของ Vaughan เพียงหนึ่งสับดาห์
คอกีตาร์ Strat ตัวนี้ก็พัง ด้วยอุบัติเหตุบนเวที จากนั้นมันก็ถูกเอากลับมาต่อกันเหมือนเดิม
และในสภาพที่ฟื้นคืนชีพใหม่ของกีตาร์ตัวนี้ ก็มีชีวิตยืนยาว... กว่าชายที่ทำให้มันเป็น " Number One "

7. Frankenstein Original Homemade (Edward Van Halen)
ราคา $ 1,000,000 (40,000,000 Baht)

กีตาร์ตัวนี้สร้างสรรค์ riff ต่างๆมากมาย เจ้าของผู้โด่งดังใช้เงินแลกมาเพียง 130 เหรียญ เท่านั้น !
Edward Van Halen ซื้อ body ไม้ Ash และคอ ไม้ Maple
เอามาจาก Lina Ellsworth ผู้ผลิตและเป็นเจ้าของ Seattle's Boogie Bodies ในปี 1975
" มันเป็นตัวที่สอง " Van Halen นั่งรำลึกอดีต "ผมให้ตังค์คนขายไป 50 เหรียญ สำหรับ body
ส่วน คอ ก็ได้มาในราคา 80 เหรียญ ผมก็เอาสองชิ้นนี้แหล่ะ มาประกอบกัน ! "

ตอนที่ Van Halen ได้ body มาใหม่ๆ มันเป็นช่องใส่ PickUp Single Coil 3 ตัว
Van Halen ก็ได้ทำการเจาะช่อง เพื่อจะใส่ humbucker ที่ด้านใกล้ bridge ซึ่งเขาได้ใส่ P.A.F.
ที่เอามาจาก ES-335 ปี 1961 ส่วน PickUp ด้านคอกีตาร์ ก็แยกระบบออกไปอย่างสิ้นเชิง

กีตาร์ตัวนี้ เป็นตัวหลักของ Van Halen ในช่วงอัลบัมแรกๆ และการทัวร์ต่างๆ ในช่วงระหว่างการทัวร์ครั้งที่ 2
ของวง Van Halen เปลี่ยน Tremolo ไปเป็น Floyd Rose ที่เป็น prototype ในตอนนั้น
บางครั้งที่ Eddie มันส์บนเวทีมากไปหน่อย จนทำให้คอ Ellsworth ชำรุดเสียหาย
ซึ่งเขาก็ซ่อมโดยเอา " อะไรก็ได้ ที่ใช้ได้ " มาใส่แทน ภาพปุ่ม tone ที่เห็นนี้ เป็นของดั้งเดิม
เพราะปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปแล้ว...


6. Blackie (Eric Clapton)
ราคา $ 1,000,000 (40,000,000 Baht)

และFender Stratocaster ที่เขาซื้อมาในปี 1970 เป็นตัวเก่งที่เขาใช้เล่นในช่วง 1974 - 1985
และเป็นตัวที่ใช้อัดเสียง เพลงอมตะ
Cocain และ Wonderful Tonight
ปัจจุบันเจ้าของคือ Guitar Center ที่ประมูลมาได้ และนำเงินที่ได้จากการประมูล ไปใช้ในการกุศล

5. Strat #001 (David Gilmour)
ราคา $ 1,000,000 (40,000,000 Baht)


Fender Stratocaster เป็นตัวที่ Stamp #001 แต่ไม่ใช่ตัวแรกจริงๆของ Fender รุ่นนี้
แต่คงเป็นเหตุผลพิเศษบางอย่าง ที่พิมพ์เลขนี้

กีตาร์ตัวนี้ เป็นของ
David Gilmour มือกีตาร์ Pink Floyd มาโดยตลอด...
ไม่นานมานี้ เขาได้เอากีตาร์ตัวนี้ขึ้นเล่นที่ง่าน Fender Strat Pack Anniversary 2004

4. ES-1275 Doubleneck (Jimmy Page)
ราคา $ 1,500,000 (60,000,000 Baht)

Gibson ES-1275 สีแดงเชอร์รี่ตัวนี้ ยังคงถูกใช้โดยผู้สร้างชื่อให้ตัวมัน คือ Jimmy Page มาถึงทุกวันนี้
" ผมได้กีตาร์ doubleneck นี้มา หลังจากบันทึกเพลง
"Stairway to Heaven" " Page กล่าว...
" เป็นเพราะผมต้องการกีตาร์ที่ต่างกัน ในการแสดงสด " ความดังฉุดไม่อยู่ของเพลง "Stairway to Heaven"

บันทึกเสียงโดย Page ด้วย Fender Telecaster ในช่วง Solo และ Fender Electric XII ในช่วง section 12 สาย ...
ซึ่งทำให้การแสดงสดบนเวทีมีความพิเศษขึ้น

เมื่อมาดูรายละเอียดของ ES-1275 ซึ่งเป็น doubleneck version ของรุ่น SG อันโด่งดังของ Gibson
ซึ่ง Page ได้เป็นคนสั่งทำโดยตรงจากโรงงานของ Gibson ในช่วงปี 1971-1972
รุ่นนี้อยู่ในแค็ตตาล็อก Gibson ธรรมดาๆ จากปี 1962-1966 แต่ก็ไม่เป็นเรื่องยากนัก ที่ Page ได้ทำการสั่งแบบพิเศษ
แฟนพันธุ์แท้ของ Page อาจสังเกตุเห็น doubleneck นี้ในภาพคอนเสิร์ตของ
Led Zeppelin
" The Song Remains the Same "

3. Les Paul 1958 (Jimmy Page)
ราคา $ 1,900,000 (76,000,000 Baht)


Gibson Les Paul ปี 1958 เป็นตัวที่ใช้อัด Riff กีตาร์ยอดฮิตระดับโลก อย่างเพลง Rock&Roll, Black Dog
และเป็นตัวที่ใช้เล่นคอนเสิร์ตบ่อยมากๆในช่วงยุค '70

2. Hofner Bass (Paul McCartney)
ราคา $ 3,500,000 (140,000,000 Baht)

Bass ตัวประวัติศาสตร์ของโลกดนตรี เป็นเบสมือซ้าย ของ Hofner ทรง Violin
เป็นตัวที่ใช้ทั้งอัดเสียง และ เล่นอยู่บ่อยมาก กับวง The Beatles มาตลอด

จะเห็นปรากฏอยู่ในภาพการแสดงในยุคนั้น และ ภาพนิ่งต่างๆมากมายกับเบสตัวนี้

1. Woodstock 1968 Strat (Jimi Hendrix)
ราคา $ 5,500,000 (200,000,000 Baht)

เป็นกีตาร์ตัว ประวัติศาสตร์ ในวงการ Rock History และเป็นสัญลักษณ์ในยุคของเขาเลย เป็นกีตาร์ตัวที่แพงที่สุดในโลก เท่าที่เคยมีมา
ถูกขายครั้งแรก ในปี 1990 ราคา
$ 320,760.-
ต่อมา... ในปี 1993 ราคา & 1,132,500.-
และในปัจจุบัน เป็นของอภิมหาเศรษฐี จาก Microsoft - Paul Allen

คลิปแนะนำกีต้าร์


หลังจากที่แนะนำกีต้าร์มาคล่าวๆแล้ว ต่อไปเป็นคลิปแนะนำกีต้าร์ เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นค่ะ




เรามาดูวิธีการจับคอร์ดกันเถอะ

วิธีการจับคอร์ด

ภาพวิธีกภาพวิธีการจับคภาพวิธีการจับคอร์ด

ภาพวิธีการจับคอร์ด

คุณไม่จำเป็นจะต้องอ่านโน๊ตได้ คุณก็สามารถที่จะเล่นกีตาร์ได้นะคะ คุณสามารถเริ่มต้นทันทีด้วยการเรียนรู้เรื่องคอร์ดและวิธีเล่นคอร์ด ด้วยระบบการใช้โค๊ดสีตามที่แสดงแบบรูปข้างล่างนี้ ซึ่งจะเป็นกุญแจที่จะไขไปสู่ความสำเร็จในการเล่นกีตาร์ ตารางคอร์ดข้างล่างนี้เป็นภาพของสายกีตาร์และตำแหน่ง 3 เฟร็ตแรกของฟิงเกอร์บอร์ด จุดสีแต่ละจุดบอกให้คุณทราบว่าสายใดที่จะต้องเล่น และจะต้องกดสายตรงที่ใด และยังบอกไว้ด้วยว่าควรใช้นิ้วอะไร ภาพเล็กด้านล่างเป็นโค๊ดสีของนิ้วมือซ้าย

ดังนั้นในการจับคอร์ดที่เห็นนี้ คุณก็กดสาย 2 ตรงเฟร็ตที่ 1 ด้วยนิ้วชี้ (สีแดง) และตรงเฟร็ตที่ 2 กดสาย 1 ด้วยนิ้วนาง (สีม่วง) และกดสาย 3 ด้วยนิ้วกลาง (สีเขียว)
จุดสีในตารางคอร์ด จะตรงกับสีของเล็บบนนิ้วต่าง ๆ ของมือซ้ายที่ใช้กดคอร์ดนั้น ตารางคอร์ดนี้แสดงให้เห็นวิธีจับคอร์ด
คอร์ดเดียวกัน เมื่อเล่นบนฟิงเกอร์บอร์ดของกีตาร์จริง
คอร์ดง่าย ๆ ใคร ๆ ก็เล่นได้
มาถึงตอนนี้คุณก็สามารถเริ่มต้นเล่นได้ คุณรู้วิธีจับคอร์ดแล้ว คุณตั้งสายได้แล้ว และคุณก็รู้ชื่อ (อักษร) ของสายเปิดทั้ง 6 เส้นแล้ว สายทั้ง 6 ที่คุณได้รู้จักนี้เป็นโน๊ตดนตรี 6 ตัว สายด้านนอก 2 สาย (E) มีชื่อเดียวกัน แต่แตกต่างกันทางระดับเสียง (ความสูงหรือต่ำในเรื่องเสียง) สาย E สูง (สายหมายเลข 1) เป็นสายที่มีเสียงสูงกว่าสาย E เบส (สายมายเลข 6) 16 ตัว แต่ถ้าคุณเล่นมันพร้อมกันมันก็จะเข้ากันได้ดีค่ะ
เวลาโน๊ตหลาย ๆ ตัวเล่นพร้อมกัน มันจะออกเป็นเสียงคอร์ด (Chord) พูดกันตามภาษาดนตรี คอร์ดจะต้องประกอบด้วยโน๊ตอย่างน้อย 3 ตัว เล่นพร้อมกัน แต่สำหรับความมุ่งหมายของเรา เราอาจจะเรียกโน๊ต 2 ตัว หรือมากกว่านั้นเป็นคอร์ดก็ได้
คอร์ดก็ยังฟอร์มตัวออกเป็นตระกูล คล้ายกับคนเรา กลุ่มคอร์ดขั้นพื้นฐานจริง ๆ ก็คือตระกูลคอร์ด 3 คอร์ด คอร์ด 3 คอร์ดในแต่ละหน่วยของตระกูลนี้มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดทางเสียงและต่อเนื่องกัน เป็นธรรมชาติจากคอร์ดหนึ่งไปยังอีกคอร์ดหนึ่ง
ยกตัวอย่งเช่นคอร์ด G "บัดดี้" หรือเสียงที่อยู่ใกล้เคียงกันที่สุดในตระกูลของมันก็คือคอร์ด C และ D (ทั้ง 3 คอร์ดแสดงให้เห็นในรูปข้างล่าง) ส่วนดีของคอร์ดตระกูล 6 ก็คือคอร์ดทั้ง 3 คอร์ดนี้เล่นไม่ยากสักนิดเลย
และในอีกไม่ช้าไม่นานคุณจะได้พบกับคำว่าคีย์ (key) ที่เชื่อมโยงกับดนตรี อาจหมายถึง ส่วนของเครื่องดนตรีก็ได้ อย่างเช่นคีย์เปียโน แต่ในทางทฤษฎีเหมือนขั้นบันไดทางดนตรีที่ประกอบด้วยเสียง 7 เสียงบวกกับเสียงที่ 7 ซึ่งเป็นการซ้ำเสียงแรกของสากลนั้น ทั้ง 8 เสียงสูงหรือ 8 เสียงต่ำ คุณสามารถไล่เสียงขึ้นหรือลงตามสากลในเสียงเต็ม (Whole Tone) หรือครึ่งเสียง (Half Tone) หรือผสมมันเข้าด้วยกันก็ได้ โน๊ตตัวแรกและตัวสุดท้ายของสากล (ซึ่งเป็นโน๊ตเดียวกัน) คือคีย์โน๊ต (Keynote) ซึ่งเป็นโน๊ตสำคัญที่สุดของสากล และโน๊ตอื่นทุกตัวก็มีส่วนสัมพันธ์กับมัน ดังนั้น เพลงหรือโน๊ตเพลงที่อาศัยสากลขึ้นต้นและลงท้ายด้วย G ก็หมายถึงเพลงนั้นอยู่ในคีย์ G
ตารางคอร์ดแต่ละประเภท
สีแดง
นิ้วชี้ หรือ 1
สีเขียว
นิ้วกลาง หรือ 2
สีน้ำเงิน
นิ้วนาง หรือ 3
สีน้ำตาล
นิ้วก้อย หรือ 4
คอร์ดบาร์
ใช้นิ้วก้อยพาดสาย

ประเภทของกีต้าร์

ประเภทของกีตาร์
     ตามที่เรานั้นเคย รู้กันอยู่แล้วว่ากีตาร์นั่นก็มีอยู่สองแบบคือ กีตาร์โปร่ง กับกีตาร์ไฟฟ้า แต่ว่าเราลองมารู้จักกีตาร์กันให้มากกว่านี้ดีกว่า
     1.กีตาร์โปร่ง หรือ อาคูสติกกีตาร์ นั่นเอง ก็คือกีตาร์ที่มีลำตัวโปร่งไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าในการเล่น ซึ่งสามารถที่จะพกพาไปเล่นได้ในทุก ๆ ที่ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรให้วุ่นวาย สามารถแบ่งได้ดังนี้
          1.1 กีตาร์คลาสสิก (Classic Guitar) ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของกีตาร์ในยุคปัจจุบันนั่นเองซึ่งมีลักษณะเด่นก็คือมีลูกบิดและแกนพันสายเป็นพลาสติก มีคอหรือฟิงเกอร์บอร์ดที่ใหญ่คือประมาณ 2 นิ้วลักษณะแบนราบ และใช้สายเอ็นหรือไนล่อน ส่วน 3 สายบน(สายเบส) จะทำด้วยไนล่อนหรือใยไหมแล้วพันด้วยเส้นโลหะเช่นเส้นทองแดงหรือบรอนซ์ ซึ่งทำให้มีความนุ่มมือเวลาเล่นไม่เจ็บเหมือน สายโลหะ จึงเหมาะกับคนที่อยากหัดกีตาร์แต่กลัวเจ็บนิ้ว
         flamencoBfront.jpg (47292 bytes)flamencoBback.jpg (43036 bytes)flamencoBside.jpg (38276 bytes)










1.2 กีตาร์โฟล์ค ถือว่าเป็นที่นิยมและรู้จักกันมากที่สุดเนื่องจากหาซื้อง่ายราคาไม่แพงจนเกินไป(ที่แพง ๆ ก็มี) สามารถฝึกหัดได้ง่ายไม่ต้องรู้ถึงทฤษฎีดนตรีมากนัก ใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถเล่นเพลงง่าย ๆ ฟังกันในหมู่เพื่อนฝูงได้แล้วแต่จริง ๆ           folk.jpg (208664 bytes)
     2. Arch top กีต้าร์ เป็นกีตาร์อีประเภทหนึ่งบ้านเราอาจจะไม่ค่อยเห็นคนเล่นมากนักลักษณะทั่ว ๆ ไป จะคล้ายกับกีตาร์โฟล์ค แต่ด้านหน้าจะโค้ง(arch แปลว่าโค้ง)

3. Semi Acoustic กีตาร์ เป็นกีตาร์ที่มีลักษณะครึ่ง ๆ หรือลูกผสมระหว่างกีตาร์โปร่งกับกีตาร์ไฟฟ้า แต่ไม่ใช่กีตาร์โปร่งไฟฟ้า

4.Solid Body Electric กีตาร์ ซึ่งก็คือกีตาร์ไฟฟ้าที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันดีอยู่แล้วซึ่งมีอยู่มากมายหลายแบบแต่ลักษณะเด่นก็คือลำตัวจะเป็นแบบตัน และประกอบด้วย pick up ซึ่งเป็นหัวใจของกีตาร์ไฟฟ้าอีก 2 หรือ 3 ชุด ไว้บนลำตัวกีตาร์สำหรับแปลงสัณญาณเสียงเป็นกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังเครื่องขยายอีกที 
     5. Resonator กีตาร หรือ Resophonic กีตาร์ เป็นกีตาร์อีกประเภทที่เราไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก บางทีก็เรียกว่า dobro มีลักษณะเด่นคืออาศัย resonatorซึ่งจะทำให้เกิดเสียง resonance หรือขยายเสียงให้ดังโดยทำให้เกิด resonance  dobro copy.jpg (87975 bytes)











 

7. กีตาร์แบบอื่น ๆ นอกจากกีตาร์ประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวมาด้านบนแล้ว ยังมีกีตาร์แบบพิเศษอื่น ๆ ซึ่งอาจจะทำขึ้นมาเพื่อประโยชน์เฉพาะประเภท หรือเล่นเป็นพิเศษกับเพลงนี้โดยเฉพาะ
 fan_fret.jpg (10341 bytes) v.jpg (5085 bytes)

ประวัติความเป็นมาของกีต้าร์


ประวัติความเป็นมาของกีตาร์
         กีตาร์ถือเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์เพียงแต่ชื่อเรียกและรูปร่างย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัย ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมในแถบเปอร์เซียและตะวันออกกลางหลายประเทศต่อมาได้เผยแพร่ไปยังกรุงโรมโดยชาวโรมันหรือชาวมัวร์ จากนั้นก็เริ่มได้รับความนิยมในสเปน ในยุโรปกีตาร์มักเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง และมีเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ที่ให้ความสนใจและศึกษาอย่างเช่น Queen Elizabeth I ซึ่งโปรดกับ Lute lซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของกีตาร์ก็ว่าได้ แต่การพัฒนาที่แท้จริงนั้นได้เกิดจากการที่นักดนตรีได้นำมันไปแสดงหรือเล่นร่วมกับวงดนตรีของประชาชนทั่ว ๆ ไปทำให้มีการเผยแพร่ไปยังระดับประชาชนจนได้มีการนำไปผสมผสานเข้ากับเพลงพื้นบ้านทั่ว ๆ ไปและเกิดแนวดนตรีในแบบต่าง ๆ มากขึ้น
     ผู้หนึ่งที่สมควรจะกล่าวถึงเมื่อพูดถึงประวัติของกีตาร์ก็คือ Fernando Sor ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อวงการกีตาร์เป็นอันมากเนื่องจาการอุทิศตนให้กับการพัฒนารูปแบบการเล่นกีตาร์เทคนิคต่าง ๆ และได้แต่งตำราไว้มากมาย ในปี 1813 เขาเดินทางไปยังปารีตซึ่งเขาได้รับความสำเร็จและความนิยมอย่างมาก จากนั้นก็ได้เดินทางไปยังลอนดอนโดยพระราชูปถัมป์ของ Duke of Sussex และที่นั่นการแสดงของเขาทำให้กีตาร์เริ่มได้รับความนิยม จากอังกฤษเขาได้เดินทางไปยังปรัสเซีย รัสเซียและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมืองเซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก ซึ่งที่นั่นเขาได้แต่งเพลงที่มีความสำคัญอย่างมากเพลงหนึ่งถวายแก่พระเจ้า Nicolus I จากนั้นเขาก็ได้กลับมายังปารีตจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อปี 1839 หลังจากนั้นได้มีการเรียนีการสอนทฤษฎีกีตาร์ที่เด่นชัดและสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้กีตาร์ได้รับการพัฒนาอย่างมาก     หลังจากนั้นมีอีกผู้หนึ่งที่มีความสำคัญต่อกีตาร์เช่นกันคือ Francisco Tarrega (1854-1909) ซึ่งเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนแต่ด้วยความสามารถด้านดนตรีของเขาก็ทำให้เขาประสบความสำเร็จจนได้จากการแสดง ณ Alhambra Theater จากนั้นเขาได้เดินทางไปยัง Valencia, Lyons และ Paris เขาได้รับการยกย่องว่าได้รวมเอาคุณสมบัติของเครื่องดนตรี 3 ชนิดมารวมกันคือ ไวโอลิน, เปียโน และ รวมเข้ากับเสียงของกีตาร์ได้อย่างไพเราะกลมกลืน ทุกคนที่ได้ฟังเขาเล่นต่างบอกว่าเขาเล่นได้อย่างมีเอกลักษณ์และสำเนียงที่มีความไพเราะน่าทึ่ง หลังจากเขาประสบความสำเร็จใน London, Brussels, Berne และ Rome เขาก็ได้เดินทางกลับบ้านและได้เริ่มอุทิศตนให้กับการแต่งเพลงและสอนกีตาร์อย่างจริงจัง ซึ่งนักกีตาร์ในรุ่นหลัง ๆ ได้ยกย่องว่าเขาเป็นผู้ริเริ่มการสอนกีตาร์ยุคใหม่
     อีกคนหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือ Andres Sergovia ผู้ซึ่งเดินทางแสดงและเผยแพร่กีตาร์มาแล้วเกือบทั่วโลกเพื่อให้คนได้รู้จักกีตาร์มากขึ้น (แต่คงไม่ได้มาเมืองไทยน่ะครับ) ทั้งการแสดงเดี่ยวหรือเล่นกับวงออเคสตร้า จนเป็นแรงบันดาลใจให้มีการแต่งตำราและบทเพลงของกีตาร์ขึ้นมาอีกมากมาย อันเนื่องมาจากการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องกีตาร์อย่างเปิดเผยและจริงจังของเขาผู้นี้ นอกจากนี้ผลงานต่าง ๆ ของเขาได้ทำให้ประวัติศาสตร์กีตาร์เปลี่ยนหน้าใหม่เพราะทำให้นักีตาร์ได้มีโอกาสแสดงใน concert hall มากขึ้น และทำให้เกิดครูและหลักสูตรกีตาร์ขึ้นในโรงเรียนดนตรีอีกด้วย

เรียนรู้วิธีการเล่นกีต้าร์เบื้องต้นกัน (Basic Guitar)

ส่วนประกอบของกีตาร์
     คราวนี้เราจะมาศึกษาในด้านของส่วนประกอบต่าง ๆ ของ กีตาร์ชื่อที่ใช้เรียก และเกร็ดความรู้ เกี่ยวกับชิ้นส่วนต่าง ๆ กันครับ ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งได้ 3 ส่วนใหญ่ ๆ detail.jpg (129427 bytes)
ส่วนต่าง ๆ ของกีต้าร์ 
       กีต้าร์มีด้วยกันหลายประเภท หลัก ๆ แล้วจะมีกีต้าร์ไฟฟ้ากับกีต้าร์อะคูสติก   ในที่นี้เราจะมาศึกษากีต้าร์อะคูสติกซึ่งปรเภทที่ใช้สายเหล็กมักเรียกว่ากีต้าร์โฟล์คและที่สายใช้ไนลอนเรียกว่า   กีต้าร์คลาสสิด
       กีต้าร์แต่ละชนิดมีเสียงและวิธีการเล่นที่แตกต่างกันตามสไตล์ของเพลงที่จะเล่น  ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกซื้อกีต้ารควรคำนึงถึงสไตล์ที่เราจะเล่นก่อน    
- Bridge คือส่วนที่ใส่สายกีต้าร์
- Sound Hole คือส่วนที่เป็นกระบอกทำหน้าที่เป็นลำโพงเสียง
- Body คือตัวของกีต้าร์จะให้เสียงดีหรือจะอยู่กับไม้ที่ใช้ทำ
- Neck  เป็นคอด้านหลังกับด้านหน้าซึ่งเราเรียกว่า
( Finger Broad ) โดยทั่วไปจะใช้ไม้คนละชนิดกัน
- Fret  เป็นแท่งเหล็กฝังบน Finger Broad
เป็นส่วนสำคัญที่แบ่งเสียงระดับโน้ตต่างๆ
- Head ส่วนหัวของกีต้าร์  สำหรับใส่สายและลูกบิด
- Tuning Key  ลูกบิดสำหรับจูนเสียง 

การจับคอร์ดกีตาร์

       การจับคอร์ดนั้นให้นั่งในท่าที่ถนัด ใช้มือกำหลวม ๆ ที่คอกีตาร์ ถ้าเป็นการจับคอร์ดที่ไม่ใช้คอร์ดทาบ จะใช้นิ้วโป้งประคอง ด้านหลังคอกีต้าร์เพื่อให้กระชับมั่นคงและช่วยให้มีแรงกดสายมากขึ้น การจับสายนั้นจะต้องโก่งนิ้วที่จับสายอยู่ พยายามให้ปลายนิ้วที่กดสายตั้งฉากกับฟิงเกอร์บอร์ด มากที่สุด เพราะถ้านิ้วราบไปกับคอกีต้าร์จะทำให้โดนสายอื่นทำให้เสียงบอด ส่วนตำแหน่งการกดให้กดลงในช่องกลางระหว่างเฟร็ต หรือ ค่อนลงมานิดหน่อย แต่นิ้วยังไม่โดนเฟร็ต ถ้านิ้วโดนเฟร็ตขณะกดสายจะทำให้เสียงบอร์ด

การจับคอร์ดกีต้าร์

การจับคอร์ดกีต้าร์ ใช้นิ้วโป้งประคองด้านหลังคอกีต้าร์
การจับคอร์ดกีต้าร์

การอ่านคอร์ด



คอร์ดพื้นฐาน

      การหัดจับคอร์ดกีต้าร์ควรจะหัดจับคอร์ที่ง่ายๆประมาณ2-3คอร์ดก่อนพอเริ่มจับได้2-3คอร์ดแล้วค่อยมาหัดจับคอร์ดอื่นๆต่อไป ลองหัดจับคอร์ดตามด้านล่างนี้ดูนะครับเป็นคอร์ดที่จับได้ไม่ยากมากเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นเล่นครับ..
คอร์ดพื้นฐาน